Tokimeku, Tohoku (สื่อท่องเที่ยวออนไลน์ 6 เมืองใหญ่ในโทโฮกุ)

บทความพิเศษ

หกเมืองในโทโฮคุ… ความงามที่เรียบง่ายแต่ยากจะลืม

โทโฮคุอาจไม่มีแสงสีและความคึกคักแบบโตเกียวหรือโอซาก้า แต่กลับมีเสน่ห์ที่ทำให้ใครหลายคนตกหลุมรักอย่างไม่รู้ตัว ดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ เมืองที่สงบ ผู้คนอบอุ่น และวิถีชีวิตที่เรียบง่ายจนชาวต่างชาติหลายคนที่ย้ายมาอยู่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "นี่คือบ้านที่ไม่อยากจากไป" ทั้ง 6 เมืองมีเอกลักษณ์ร่วมกันคือ ฤดูหนาวที่เต็มไปด้วยกิจกรรมบนหิมะ ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันน่าทึ่ง ออนเซ็นคุณภาพเยี่ยมที่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาค ดอกไม้บานสะพรั่งในฤดูใบไม้ผลิ และใบไม้เปลี่ยนสีอันงดงามในฤดูใบไม้ร่วง ไม่ว่าจะมาเยือนฤดูไหน โทโฮคุก็พร้อมมอบความประทับใจที่แตกต่างออกไปเสมอ

มืองอาโอโมริ – อสูรกายหิมะ ณ ภูเขาฮักโกดะ ออนเซ็นโบราณ และพระพุทธรูปนั่งอลังการณ์

หากพูดถึงเทือกเขาฮักโกดะ (Hakkoda) ในหน้าหนาว ภาพที่หลายคนนึกถึงคือ”จุเฮียว” (snow monsters หรือปีศาจหิมะ) ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันน่าอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่แห่งในญี่ปุ่น ระหว่างเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ลมหนาวพัดพาละอองน้ำมาเกาะแข็งบนกิ่งก้านต้นสนจนกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งขนาดมหึมา รูปร่างคล้ายอสูรยืนเรียงรายบนเขาสูง ทัศนียภาพราวกับโลกแห่งเทพนิยาย วิธีชมวิวที่ดีที่สุดคือการนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นสู่ยอดเขา เพื่อสัมผัสทิวทัศน์สีขาวโพลนแบบพาโนรามา ก่อนที่จะลงมาถ่ายภาพกับปีศาจหิมะเหล่านั้นอย่างใกล้ชิด ประสบการณ์ที่ตื่นตาตื่นใจและหาชมได้ยากแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น

เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน เทือกเขาฮักโกดะเผยเสน่ห์อีกด้านด้วยกำแพงหิมะบนเส้นทาง Hakkoda–Towada Gold Line ซึ่งเปิดให้สัญจรในเดือนเมษายน หลังรถกวาดหิมะตัดผ่านชั้นหิมะที่ทับถมตลอดฤดูหนาว จนเกิดเป็นกำแพงหิมะสูงร่วม 10 เมตรขนาบสองข้างถนน นับเป็นหนึ่งในเส้นทางขับรถชมวิวที่งดงามที่สุดของภูมิภาคโทโฮกุ ในฤดูใบไม้ร่วงฮักโกดะจะเปลี่ยนเป็นผืนป่าสีแดง ส้ม และเหลืองทองไล่เฉดจากยอดเขาสู่เชิงเขา นักท่องเที่ยวสามารถชมความงดงามได้ทั้งจากกระเช้าลอยฟ้าและการขับรถเลียบเส้นทางภูเขา ซืมซาบทัศนียภาพสวยงามกว้างไกลสุดสายตา

คายุออนเซ็น (Sukayu Onsen)
ท่ามกลางเทือกเขาฮักโกดะคือ สุคายุออนเซ็น หนึ่งในออนเซ็นชื่อดังของญี่ปุ่นที่เปิดให้บริการมายาวนานกว่า 300 ปี โดดเด่นด้วยน้ำแร่กำมะถันสีขาวน้ำนมที่ขึ้นชื่อเรื่องการช่วยผ่อนคลายร่างกาย คลายความเมื่อยล้า ให้ความอบอุ่นอย่างล้ำลึกในช่วงฤดูหนาว ไฮไลต์ของที่นี่คือ Hiba Sennin Buro ห้องอาบน้ำรวมขนาดใหญ่ที่สร้างจากไม้ฮิบะของอาโอโมริทั้งหลัง มีพื้นที่กว้างราวสนามเทนนิส และเป็นผลงานสถาปัตยกรรมไม้แบบดั้งเดิมที่สร้างขึ้นโดยไม่มีเสาค้ำกลางแม้แต่ต้นเดียว แม้จะเป็นบ่อรวมชายหญิงตามวิถีญี่ปุ่นดั้งเดิม แต่ผู้หญิงสามารถใช้บริการได้อย่างสบายใจ เพราะมีชุดสำหรับลงแช่น้ำ รวมถึงช่วงเวลาที่เปิดให้บริการเฉพาะสุภาพสตรีอีกด้วย ไม่มีอะไรจะเติมเต็มวันอันหนาวเหน็บได้ดีไปกว่าการแช่ออนเซ็นอุ่น ๆ พร้อมมองออกไปยังทิวทัศน์หิมะสีขาวโพลนที่ปกคลุมทั่วทั้งหุบเขา

วัดเซริวจิ (Seiryuji Temple)
อีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญของอาโอโมริคือวัดเซริวจิที่ประดิษฐานพระพุทธรูปโชวะไดบุสสึ พระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มีความสูงถึง 21.35 เมตร สูงกว่าพระใหญ่แห่งนาราและพระใหญ่แห่งคามาคุระ สง่างามท่ามกลางผืนป่าเขียวขจี จึงเป็นทั้งสถานที่สักการะและจุดถ่ายภาพยอดนิยมของผู้มาเยือน ภายในวัดยังมีเจดีย์ไม้ห้าชั้นสูง 39 เมตร ซึ่งนับเป็นเจดีย์ไม้ที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศ สร้างด้วยเทคนิคการเข้าไม้แบบดั้งเดิมจากไม้ฮิบะของอาโอโมริอันเลื่องชื่อ ในฤดูใบไม้ผลิจะได้เห็นซะกุระพันธุ์โซเมโยชิโนะ ชิดะเระ ยะเอซะกุระเบ่งบาน และแมกไม้อื่นที่แตกใบเขียวขจี่ ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีแดงทอง เหลือง น้ำตาลในฤดูใบไม้ร่วง หรือฤดูหนาวที่หิมะขาวปกคลุมหลังคา วัดเซริวจิเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ที่มีเสน่ห์อันงดงามในทุกฤดูกาล

อาโอโมริ/ซากุระอันงดงามที่กลมกลืนกับสวนและทะเลสาบ

เมืองอากิตะ – อสูรกายหิมะ ณ ภูเขาโมริโยชิ น้องหมาอาคิตะ และซากุระแสนโรแมนติก

สำหรับนักเดินทางที่หลงใหลหิมะ จังหวัดอากิตะคือหนึ่งในจุดหมายแบบ Unseen Japan ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะภูเขาโมริโยชิ (Moriyoshi) ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็น 1ใน 3 จุดชมปีศาจหิมะ (snow monsters) ที่งดงามที่สุดของญี่ปุ่นร่วมกับเทือกเขาซาโอ้ในจังหวัดมิยะกิและจังหวัดยะมะกะตะ และเทือกเขาฮักโกดะในจังหวัดอาโอโมริ
ทุกปีในช่วงฤดูหนาว ละอองน้ำแข็งและหิมะจะเกาะทับถมบนต้นสนจนกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งขนาดมหึมาสูงกว่า 10 เมตร เรียงรายปกคลุมทั่วผืนป่าบนยอดเขา สร้างทัศนียภาพเหนือจริงที่หาได้ยากในโลก นักท่องเที่ยวสามารถนั่งกระเช้าลอยฟ้าจาก Ani Ski Resort ขึ้นสู่จุดชมวิว เพื่อสัมผัสอาณาจักรปีศาจหิมะแบบใกล้ชิด ท่ามกลางผืนป่าสีขาวสุดลูกหูลูกตา อีกหนึ่งความน่ารักที่หลายคนตั้งตารอคือน้องหมาอาคิตะ ซึ่งมักออกมาต้อนรับนักท่องเที่ยวบริเวณสถานีกระเช้าของสกีรีสอร์ต เปิดโอกาสให้แฟนสุนัขได้แวะทักทายและเก็บภาพความประทับใจ
การเดินทางมายังภูเขาโมริโยชิก็เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่น่าจดจำ โดยนั่งรถไฟท้องถิ่นสาย Akita Nairiku ลงที่สถานี Aniai เส้นทางรถไฟสายนี้คดเคี้ยวผ่านหุบเขาและหมู่บ้านชนบทอันเงียบสงบ โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่ทิวทัศน์สองข้างทางถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ราวกับกำลังเดินทางผ่านโลกในนิทาน เหมาะสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสญี่ปุ่นในมุมที่เรียบง่ายและลึกซึ้งกว่าการท่องเที่ยวแบบเร่งรีบ

สวนเซ็นชู (Senshu Park)
เมื่อหิมะละลาย เมืองอากิตะก็เปลี่ยนบรรยากาศสู่ฤดูแห่งดอกไม้ที่สวนเซ็นชู จุดชมซากุระที่สวยสุดจุดหนึ่งของญี่ปุ่น ที่นี่เคยเป็นที่ตั้งของปราสาทคุโบตะซึ่งมีประวัติยาวนานกว่า 400 ปี ที่ยังคงหลงเหลือกำแพงหิน และมีหอชมวิวที่บอกเล่าเรื่องราวในยุคเอโดะ ประมาณกลางเดือนเมษายน ซากุระร่วม 700 ต้นจะผลิบานแต่งแต้มสวนทั้งแห่งให้กลายเป็นสีชมพูอ่อน งานเทศกาลชมซะกุระคึกคักไปด้วยผู้คนที่ออกมาปิกนิก ชมดอกไม้ ซื้อของจากร้านแผงลอยที่เปิดตลอดเทศกาล เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ซากุระและซากปราสาทจะถูกประดับด้วยแสงไฟอิลลูมิเนชัน สร้างบรรยากาศโรแมนติกที่แตกต่างจากช่วงกลางวันอย่างสิ้นเชิง ภายในสวนยังมี เรือนน้ำชาแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม เปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวัฒนธรรมการชงและดื่มมัทฉะอย่างสงบ ท่ามกลางสวนญี่ปุ่นอันร่มรื่น หากโชคดี ผู้มาเยือนอาจได้พบกับน้องหมาอาคิตะที่ Akita Inu Fureai Dokoro ที่จะออกมาต้อนรับและสร้างรอยยิ้มให้กับนักท่องเที่ยว เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้เมืองอากิตะอบอุ่นและน่าประทับใจไม่แพ้ความงดงามของธรรมชาติ

เมืองอาคิตะ/ที่ซากปราสาท ริมฝั่งแม่น้ำ ดอกซากุระที่ปลอบประโลมฤดูใบไม้ผลิในอาคิตะ

เมืองโมริโอกะ – เมืองเรโทรที่เวลาเดินช้าลง

มริโอกะ เมืองเอกของจังหวัดอิวาเตะ คือเมืองเล็ก ๆ ที่อบอวลด้วยเสน่ห์ของวันวาน อาคารเก่า ร้านค้าสไตล์คลาสสิก และรูปปั้นบุคคลสำคัญที่กระจายอยู่ทั่วเมือง ชวนให้เดินเล่นอย่างไม่รีบร้อน ซึมซับบรรยากาศอันเรียบง่ายที่ยังคงรักษากลิ่นอายญี่ปุ่นดั้งเดิมไว้ได้อย่างงดงาม
หัวใจของเมืองคือสวนซากปราสาทโมริโอกะ (Morioka Castle Ruins Park) อดีตที่ตั้งปราสาทแห่งตระกูลนัมบุ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมือง รายล้อมด้วยกำแพงหินแกรนิตโบราณที่ยังคงสภาพสมบูรณ์
ในฤดูใบไม้ผลิ สวนแห่งนี้แต่งแต้มด้วยซากุระกว่า250 ต้น จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่สวยที่สุดของภูมิภาค ส่วนฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้สีแดง ส้ม และเหลืองจะเปลี่ยนบรรยากาศให้โรแมนติกไปอีกแบบ สะพานสีแดงสดตัดกับธรรมชาติและกำแพงหินโบราณอย่างลงตัว
ในวันที่อากาศแจ่มใส สามารถมองเห็นภูเขาอิวาเตะตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังของเมือง โดยเฉพาะในช่วงปลายฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิที่ยอดเขายังคงปกคลุมด้วยหิมะสีขาว งดงามราวดั่งภาพวาด
อีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ไม่ควรพลาดคือ อาคารอิฐแดงของธนาคารอิวาเตะ (Bank of Iwate Red Brick Building) สถาปัตยกรรมตะวันตกที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1911ออกแบบโดยสถาปนิกผู้ออกแบบอาคารสถานีรถไฟโตเกียว และสร้างเสร็จก่อนที่จะสถานีโตเกียวจะเปิดใช้งาน อาคารโบราณกว่า 100 ปีนี้โดดเด่นด้วยอิฐสีแดงเข้มตัดขอบหินแกรนิตสีขาว หลังคาโดมตรงมุมดูสง่างาม เมื่อหิมะโปรยลงมาปกคลุมหลังคา เกิดเป็นภาพที่สวยราวฉากในภาพยนตร์ย้อนยุค เป็นหนึ่งในมุมถ่ายภาพยอดนิยมของเมือง

Mahora Iwate – อาณาจักรแห่งน้ำแข็ง
ห่างจากตัวเมืองไปยังเขตยะบุกาวะ (Yabukawa) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่หนาวที่สุดบนเกาะฮอนชู Mahora Iwate เป็นสถานที่จัดงาน Ice World ในช่วงกลางเดือนมกราคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ภายในงานนักท่องเที่ยวจะได้พบกับโลกแห่งน้ำแข็งที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างน่าตื่นตา ทั้งถ้ำน้ำแข็ง เสาน้ำแข็ง อาคารน้ำแข็ง และอุโมงค์ขนาดยักษ์ที่ส่องประกายด้วยแสงอิลลูมิเนชันหลากสี เมื่อยามค่ำคืน แสงไฟ กองไฟ และแสงเทียนช่วยเติมบรรยากาศให้ราวกับเมืองน้ำแข็งในเทพนิยาย นอกจากการเดินชมความงดงามของประติมากรรมน้ำแข็งแล้ว ยังมีกิจกรรมสนุกสำหรับทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเลื่อนหิมะ ล่องแพบนหิมะ ขับรถบักกี้บนลานหิมะ หรือร่วมกิจกรรมค้นหาอัญมณีในหิมะ เหมาะสำหรับครอบครัวและนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสฤดูหนาวของโทโฮกุอย่างเต็มอิ่ม

เมืองโมริโอกะ/รูปทรงนกอินทรีที่ปรากฏบนภูเขาอิวาเตะเมื่อหิมะละลาย คือสัญลักษณ์ดั้งเดิมที่ประกาศการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิในโมริโอกะ

เซนได: เสน่ห์อันสมบูรณ์แบบของ "เมืองแห่งพฤกษา" และลมหายใจแห่งสี่ฤดู

เซนไดไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็นหัวใจและศูนย์กลางความเจริญของภูมิภาคโทโฮกุเท่านั้น แต่ยังเป็นเมืองที่สะท้อนดุลยภาพอันน่าทึ่งระหว่างวิถีชีวิตอันทันสมัยกับความสมบูรณ์ของธรรมชาติ จนได้รับขนานนามว่า "เมืองแห่งพฤกษา" (Mori no Miyako) เอกลักษณ์ของที่นี่คือความพร้อมพรั่งของเมืองใหญ่ที่ไร้ความแออัด และธรรมชาติบริสุทธิ์ที่โอบล้อมอยู่เพียงเอื้อมมือ
ในเดือนธันวาคมของทุกปี เสน่ห์ของเซนไดจะส่องสว่างขึ้นด้วยงานประดับไฟ SENDAI Pageant of Starlight บนถนนโจเซนจิ หลอดไฟโทนสีส้มอบอุ่นนับแสนดวงจะถูกเนรมิตขึ้นบนทิวต้นเคยากิที่เรียงรายตลอดแนวถนน เปลี่ยนทัศนียภาพใจกลางเมืองให้กลายเป็นอุโมงค์แสงดาวระยิบระยับสุดสายตา ยิ่งในคืนที่เกล็ดหิมะบางเบาโปรยปรายลงมา กระทบกับแสงไฟสีส้ม ละอองหิมะจะฉายประกายแวววาวราวกับฉากในภาพยนตร์โรแมนติก บริเวณสวนโคโตได (Kotodai Park) ที่อยู่ติดกัน ยังถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่แห่งความสุขด้วยลานสเก็ตน้ำแข็งกลางแจ้ง ตลาดคริสต์มาส และซุ้มขายเครื่องดื่มอุ่นๆ อย่างมัทฉะเข้มข้นหรือไวน์ร้อนที่ช่วยเติมความอบอุ่นให้แก่ผู้มาเยือน
ความพิเศษเฉพาะตัวของเซนไดคือ การเป็นเมืองใหญ่ที่ไม่เคยแยกขาดจากสายน้ำและน้ำพุร้อน เพียงนั่งรถออกไปจากใจกลางเมืองไม่เกินหนึ่งชั่วโมงก็จะพบกับย่านน้ำพุร้อนระดับประวัติศาสตร์เกินกว่าพันปีอย่าง อากิอุ ออนเซ็น (Akiu) และ ซาคุนามิ ออนเซ็น (Sakunami) แหล่งรีสอร์ทที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขาและสายน้ำธรรมชาติ ให้ได้อิ่มเอิบกับความงามของแต่ละฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นฤดูใบไม้ผลิที่ซะกุระบาน ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี หรือความเขียวชอุ่มในฤดูร้อน

สำหรับผู้ที่มองหาประสบการณ์ชมซากุระเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาแบบคนท้องถิ่น สวนมิกามิเนะ (Mikamine Park) คืออัญมณีซ่อนเร้นที่ไม่ควรมองข้าม สวนแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาอันเงียบสงบ โดดเด่นด้วยต้นซากุระหลากหลายสายพันธุ์นับร้อยต้นที่ปลูกลดหลั่นตามแนวเขา โดยเฉพาะซากุระโบราณอายุกว่าศตวรรษที่มีกิ่งก้านหนาแน่นโน้มกิ่งลงมาต่ำจนเกือบจรดพื้นดิน สร้างอุโมงค์ดอกไม้สีชมพูที่โอบล้อมผู้มาเยือนอย่างใกล้ชิด ความหลากหลายของสายพันธุ์ที่ทยอยแย้มบานไม่พร้อมกัน ยังทำให้สวนแห่งนี้มีช่วงเวลาการชมซากุระที่ยาวนานกว่าจุดชมอื่น

เมืองเซนได/จุดชมซากุระอันเก่าแก่ที่เฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงของเมืองมาโดยตลอด

ยามากาตะ: ดินแดนแห่งขุนเขา ออนเซ็นโบราณ และปรากฏการณ์ธรรมชาติสุดตระการตา

เมืองยามากาตะ (Yamagata City) เมืองหลวงของจังหวัดยามากาตะ ตั้งอยู่ในแอ่งกระทะที่โอบล้อมด้วยขุนเขา เป็นเมืองที่มีความสะดวกสบายครบครัน ในขณะที่ยังคงรักษาบรรยากาศสงบเรียบง่ายและเสน่ห์ของวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมไว้ได้อย่างน่าประทับใจ  

จาก Yamagata Station เดินทางโดยรถบัสประมาณ 40 นาที ก็จะถึงซะโอ้ ออนเซ็น (Zao Onsen) แหล่งน้ำพุร้อนเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,900 ปี น้ำแร่ของที่นี่มีความเป็นกรดค่อนข้างสูงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนมและเป็นที่เล่าขานมาแต่โบราณว่าเป็นน้ำแร่แห่งความงามที่ช่วยดูแลผิวพรรณ การได้แช่น้ำอุ่นท่ามกลางภูเขาจึงเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ช่วยให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสเสน่ห์ของยามากาตะอย่างแท้จริง  

เมื่อฤดูหนาวมาเยือน ซาโอ้เผยอีกด้านหนึ่งผ่านปรากฏการณ์ ปีศาจหิมะ (Snow Monsters) ในช่วงเดือนมกราคมถึงต้นเดือนมีนาคม ละอองน้ำจากพายุหิมะเกาะตัวบนต้นสนจนกลายเป็นรูปร่างแปลกตา ยืนเรียงรายอยู่ทั่วผืนป่า การนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นสู่พื้นที่สูงเพื่อชมทิวทัศน์ของป่าปีศาจหิมะจากมุมสูง จึงเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างจากการท่องเที่ยวในฤดูกาลอื่นอย่างชัดเจน  

เมื่อความหนาวค่อย ๆ ผ่านพ้นและฤดูใบไม้ผลิมาถึง เมืองยามากาตะก็เปลี่ยนบรรยากาศอีกครั้งด้วยสีชมพูของซากุระที่ผลิบานสะพรั่ง หนึ่งในจุดชมซากุระที่น่าสนใจคือสวนคะโจ (Kajo Park) ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่เดิมของปราสาทยามากาตะ ดอกซากุระบานเหนือกำแพงหินและคูน้ำเก่าแก่ ทำให้เห็นร่องรอยอดีตและความงามของธรรมชาติปรากฏอยู่ในภาพเดียวกัน ผู้ที่สนใจเรื่องราวของเมืองยังสามารถแวะชมพิพิธภัณฑ์และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ภายในบริเวณได้ด้วย จากสถานียะมะกะตะสามารถเดินมาถึงสวนได้ในเวลาประมาณ 10–15 นาที  

จากนั้น หากเดินทางต่อไปยังเส้นทางซะกุระมามิงาซากิ (Mamigasaki Sakura Line) ริมแม่น้ำมามิงาซากิ จะได้สัมผัสบรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิในอีกมุมหนึ่ง แนวต้นซากุระทอดยาวประมาณ 2.3 กิโลเมตรไปตามแม่น้ำ และในช่วงที่ดอกไม้บานเต็มที่ บางช่วงของเส้นทางจะกลายเป็นอุโมงค์ซากุระสีชมพู เหมาะสำหรับการเดินเล่นอย่างช้า ๆ ท่ามกลางสายน้ำและดอกไม้ ขณะที่เบื้องหลังเป็นแนวภูเขาที่โอบล้อมเมืองไว้  

จากโลกสีขาวของปีศาจหิมะในฤดูหนาว สู่สีชมพูของซากุระในฤดูใบไม้ผลิ ยามากาตะจึงเป็นเมืองที่น่าสนใจตรงที่ธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของการเดินทาง แต่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับทุกฤดูกาล

เมืองยามากาตะ/”จูฮโย” ต้นไม้เคลือบน้ำแข็งของซาโอ จุดเด่นแห่งฤดูหนาว งานศิลปะมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติรังสรรค์

ฟุกุชิมะ: ความอบอุ่นแห่งเมืองที่สงบงาม และสรวงสวรรค์ใต้ร่มเงาเทือกเขาอาซุมะ

เมืองฟุกุชิมะ (Fukushima City) เมืองหลวงอันสงบเงียบแห่งจังหวัดฟุกุชิมะ เผยเสน่ห์เฉพาะตัวที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ละมุนละไม และไร้ความจอแจ แม้ตำแหน่งที่ตั้งบนที่ราบลุ่มจะทำให้ตัวเมืองมีหิมะทับถมไม่หนาแน่นเท่าฝั่งทะเลญี่ปุ่น ส่งผลให้ผู้มาเยือนสามารถเดินทอดนัยน์ตาชมเมืองได้อย่างผ่อนคลาย แต่ทัศนียภาพรอบนอกกลับถูกโอบล้อมด้วยความตระการตาของ เทือกเขาอาซุมะ (Azuma Mountains) ที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน เป็นปราการธรรมชาติที่งดงามยิ่ง ในยามค่ำคืนของฤดูหนาว บริเวณหน้าสถานีรถไฟและถนนสายหลักจะถูกเติมเต็มด้วยแสงไฟจากงาน Fukushima Winter Illumination ที่เนรมิตบรรยากาศอันหนาวเหน็บให้กลายเป็นเส้นทางสตรีทสุดโรแมนติกชวนหลงใหล
เมื่อฤดูหนาวเริ่มถดถอยและเข้าสู่ช่วงปลายเมษายน เส้นทางท่องเที่ยวอันขึ้นชื่อ บันได-อาซุมะ สกายไลน์ (Bandai-Azuma Skyline) จะกลับมาเปิดต้อนรับผู้มาเยือนอีกครั้ง ถนนสายภูเขาความยาว 29 กิโลเมตรที่เชื่อมระหว่างทาคะยูออนเซ็นและช่องเขาซึจิยุแห่งนี้ ได้รับยกย่องให้เป็น หนึ่งในร้อยถนนที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น ด้วยความสูงเฉลี่ยกว่า 1,350 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ถนนที่แลดูราวกับเส้นทางวิ่งตัดผ่านท้องฟ้าจะเผยปรากฏการณ์ตื่นตาตื่นใจอย่างเช่นกำแพงหิมะขนาดยักษ์ขนาบสองข้างทาง ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติอย่างใกล้ชิด

และหากกล่าวถึงจุดชมวิวที่ไม่ควรพลาดในยามฤดูใบไม้ผลิ นั่นคือฮานามิยามะ (Hanamiyama) เนินเขาที่เต็มไปด้วยมวลหมู่ดอกไม้จะบานสะพรั่งพร้อมๆ กัน ทั้งซากุระหลากสายพันธุ์ ดอกพีช และดอกบ๊วยที่แต่งแต้มเนินเขาให้มีสีชมพูอ่อนสลับเข้มอย่างสวยงาม พร้อมทุ่งดอกนาโนฮานะสีเหลืองสดที่บานต้อนรับอยู่บริเวณเชิงเขา สวนแห่งนี้เกิดขึ้นจากน้ำมือและความตั้งใจของชาวสวนท้องถิ่น ที่เปิดพื้นที่ส่วนตัวให้ผู้คนได้เข้ามาชมฟรีด้วยความต้อนรับอย่างอบอุ่น เมื่อเดินขึ้นไปถึงจุดชมวิวบนยอดเนินเขา แล้วมองข้ามหุบเขาดอกไม้หลากสีสันออกไป ฉากหลังจะเผยให้เห็น เทือกเขาอาซุมะที่ยังมีหิมะสีขาวปกคลุม ตัดกับขอบฟ้าและมวลหมู่ดอกไม้เบื้องล่างได้อย่างลงตัว เป็นภาพธรรมชาติที่สวยงามและน่าประทับใจ

เมืองฟุกุชิมะ/ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว! ทริป “Fukushima Flower Corridor” เยี่ยมชมจุดชมดอกไม้ชื่อดัง